ประวัติสโมสรเชลซี

images38[1]


ประวัติสโมสรเชลซีเชลซี ฟุตบอล คลับ ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1905 ด้วยความคิดของ เอช.เอ เมียร์ส และน้องชายของเขา เจ.ที เมียร์ส โดยเลือกใช้ สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นสนามเหย้านับแต่เริ่มแรก แต่สโมสรต้องไปเริ่มต้นในดิวิชั่น 2 และมีการแข่งขันแมตช์แรกด้วยการบุกไปเยือน สต๊อร์คปอร์ท คันทรี เมื่อวันที่ 2 กันยายน 1905 ภายใต้การคุมทีมของ จอห์น แทต โรเบิร์ตสัน ที่รับตำแหน่งผู้เล่น-ผู้จัดการทีม เพียงไม่นานนักสโมสรก็ได้เลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในดิวิชั่น 1 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียเลย จนมาได้แชมป์ลีก อันเป็นโทรฟี่แรกของทีมเมื่อฤดูกาล 1954-55 ด้วยฝีมือของ เท็ด ดร๊าค กุนซือประวัติศาสตร์ให้หลังจากการคว้าแชมป์เพียงปีเดียว “สิงโตน้ำเงินคราม” กลับจบด้วยอันดับ 16 ของตาราง และผลงานก็ยังคงไม่ดีเรื่อยๆ แม้ช่วงนี้จะมี จิมมี่ กรีฟส์ นักเตะที่สโมสรปั้นขึ้นมาเป็นหน้าเป็นตาก็ตาม โดยเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในตัวจบสกอร์ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่อังกฤษเคยมีมาอีกด้วย ก่อนถูกปล่อยไปให้กับ เอซี มิลาน ในอิตาลี เมื่อปี 1961ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมเมื่อปี 1962 ยุคนั้นมีผู้เล่นที่รู้จักกันดีอย่าง ปีเตอร์ โบเน็ตติ, รอน แฮร์ริส, แบร์รี่ บริดจ์, บ็อบบี้ แทมบลิ้ง และ เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ โดยในปี 1965 สโมสรผ่านเข้าไปไกลถึงรอบชิงชนะเลิศรายการ ลีก คัพ และเอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ ไปได้ด้วยสกอร์รวม 3-2 จากการลงเล่น 2 นัด ทำให้ทีมคว้าแชมป์รายการนี้ได้เป็นครั้งแรก จากนั้นเพียงไม่นาน ด้วยความสัมพันธ์กับบอร์ดของทีมที่ไม่ดีนัก ทำให้ ด็อคเคอร์ตี้ ถูกแทนที่โดย เดฟ เซ็กซ์ตัน ที่เข้ามาช่วยพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรเมื่อปี 1970 ด้วยผลงานการมีชัยเหนือ ลีดส์ ยูไนเต็ด แต่ก็ต้องเล่นกันถึง 2 นัดด้วยกันจากผลงานที่ทำได้ส่งผลให้สโมสรได้สิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นในถ้วยสโมสรยุโรปรายการ คัพ วินเนอร์ส คัพ ลูกทีมของ เซ็กซ์ตัน โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ โดยมีศึกหนักคือ รีล มาดริด ยอดทีมอันเกรียงไกรของยุโรป แต่ด้วยฟอร์มอันสุดยอดของ อลัน ฮัดสัน และ ชาร์ลี คุ้ก ทำให้ทีมสิงห์บลูส์คว้าแชมป์สโมสรยุโรปเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ4 ปีหลังจากคว้าแชมป์ยุโรป เชลซี กลับต้องตกชั้นไปสู่ดิวิชั่น 2 อย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังมีหนีสิ้นอีกกว่า 3 ล้านปอนด์ ทำให้ เอ็ดดี้ แม็คเครียดี้ จำต้องส่งผู้เล่นท้องถิ่น บวกกับนักเตะตัวเก๋าบางรายลงสนาม และเพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้น พวกเขาก็กลับไปสู่ดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จ โดยมี เรย์ วิลกิ้นส์ กัปตันทีมวัย 18 ปีเป็นฮีโร่ที่สำคัญ แต่จากการที่ แม็คเครียดี้ ตัดสินใจแยกทางกับสโมสร และไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่ ทำให้สโมสรกลับต้องตกไปยังดิวิชั่น 2 อีกครั้งในไม่นาน ขณะที่ วิลกิ้ลส์ ถูกขายไปให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อแก้ไขปัญหาทางด้านการเงินช่วงเวลา 1977-1981 สิงโตน้ำเงินคราม มีการเปลี่ยนผู้จัดการทีมถึง 3 คนด้วยกัน แต่ เคน เชลลิตโต้, แดนนี่ บลันซ์ ฟลาเวอร์ และ เจฟฟ์ เฮิร์สท์ กลับไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียเลย จนมาถึงการที่ เคน เบ็ตส์ นักธุรกิจหนุ่มเข้ามาเทกโอเวอร์สโมสร เขาได้นำตัว จอห์น เนล เข้ามารับหน้าที่คุมทีม แต่ เชลซี เกือบที่จะต้องตกลงไปอยู่ในดิวิชั่น 3 ดีที่ว่าสามารถเปิดบ้านเสมอกับ โบลตัน อย่างหวุดหวิดในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ทำให้อยู่รอดต่อไปในดิวิชั่น 2 ได้อย่างฉิวเฉียดที่สุดในซัมเมอร์ปี 1983 สโมสรตัดสินใจคว้าตัว 6 ผู้เล่นใหม่เข้ามา นั่นก็รวมถึง แพท เนวิน, เคอร์รี่ ดิ๊กซัน และ เดวิด สปีดี้ ที่ต่างเป็นขวัญใจของแฟนบอลในเวลาต่อมา โดยทั้งหมดก็ช่วยให้สโมสรกลับไปเล่นในดิวิชั่น 1 ได้อีกครั้ง แต่จากนั้นไม่นานสปิริตของทีมกลับเริ่มจะหายไป เมื่อสโมสรคว้าตัว สตีฟ คล้าร์ก, โทนี่ โดริโก้, มิคกี้ ฮาซาร์ด และ กอร์ดอน ดูรี่ พร้อมกับปล่อยผู้เล่นคนสำคัญออกไป นั่นทำให้ 4 ปีหลังจากที่เลื่อนกลับมาอยู่ในดิวิชั่น 1 ทีมต้องตกชั้นไปอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เพียงปีเดียว เชลซี สามารถคว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 ได้สำเร็จ พร้อมกับทำได้ถึง 99 คะแนน และไม่พ่ายแพ้ใครในลีกเลยหลังจากเปลี่ยนกุนซือมาหลายคน ในที่สุดปี 1993 เกล็น ฮ็อดเดิ้ล ได้ถูกแต่งตั้งให้เข้ามารั้งบังเหียนบ้าง ปรากฎว่าทีมทำผลงานดีขึ้นทันตาเห็น และฤดูกาลนั้นก็สามารถผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ ได้เลยในทันที แต่สุดท้ายก็ไปพ่ายให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-4 ขณะที่ผลงานในถ้วยคัพ วินเนอร์ส คัพ ฤดูกาลถัดมาก็ไปไกลถึงรอบรองชนะเลิศ ด้วยผลงานที่ดีขึ้นทำให้สโมสรเริ่มดึงดูดผู้เล่นฝีเท้าดีมีชื่อเสียงเข้ามายังถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ อย่างมากมาย เริ่มต้นด้วย รุด กุลลิท ตำนานนักเตะทีมชาติฮอลแลนด์, มาร์ค ฮิวจ์ส หัวหอกทีมชาติเวสต์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ แดน เปเตรสคู วิ่งแบ็กทีมชาติโรมาเนียอย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ ฮ็อดเดิ้ล ลาออกเพื่อไปรับงานคุมทีมชาติอังกฤษ กลายเป็น กุลลิท ที่ถูกดันขึ้นมาคุมทีมแทนในช่วงซัมเมอร์ปี 1996 โดยเขาเริ่มต้นงานอย่างฮือฮาด้วยการไปดึงตัว จานลูก้า วิอัลลี่ มาร่วมทีม ตามมาด้วย โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ, ฟร้องค์ เลอเบิฟ และ จานฟรังโก้ โซล่า โดยกลุ่มซูเปอร์สตาร์เหล่านี้ก็ช่วยให้สโมสรคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครองได้สำเร็จในปี 1997 เมื่อเอาชนะ มิดเดิ้ลสโบรช์ ไปได้ 2-0 จากประตูแรกที่ มัตเตโอ ทำได้ด้วยเวลาเพียง 43 วินาที อันได้รับการจารึกว่าเป็นประตูที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์เอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศ ด้วยเรื่องน่าเศร้ามาเกิดขึ้น เมื่อ แม็ทธิว ฮาร์ดิ้ง แฟนบอลตัวยง และเศรษฐีหนุ่มผู้เป็นรองประธานสโมสร ได้เสียชีวิตลงอย่างกระทันหันด้วยอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก จากนั้นด้วยการมีกฎบอสแมนเข้ามา ทำให้ กุลลิท คว้าตัวนักเตะใหม่เข้ามาร่วมทีมอีกหลายรายด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น กุสตาโว โปเยต์, ทอเร่ อังเดร โฟล, เซเลสติน บาบายาโร่, แกรม เลอ โซ และ เอ็ด เดอ ฮุยเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง เมื่อ วิอัลลี่ เข้ามารับงานแทน กุลลิท ที่ไม่สามารถตกลงสัญญาใหม่กันได้ในช่วงต้นปี 1998 แต่เพียงช่วงเวลา 3 เดือน “ลูก้า” พาทีมคว้าได้ถึง 2 แชมป์ เมื่อเอาชนะ มิดเดิ้ลสโบรช์ 2-0 ในศึกโคคา โคลา คัพ นัดชิงชนะเลิศ จากนั้นที่สตอคโฮล์ม แฟนบอลก็ได้เห็น โซล่า ลุกขึ้นมาจากม้านั่งสำรอง และทำประตูชัยให้ทีมเอาชนะ สตุ๊ตการ์ท ไปได้ 1-0 พร้อมกับคว้าแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ เป็นครั้งที่ 2 ของสโมสร ปี 2000 สิงโตน้ำเงินคราม ตัดสินใจคว้าตัว จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ มาจาก แอตเลติโก มาดริด ด้วยค่าตัวที่แพงที่สุดในขณะนั้นเทียบเท่ากับ อลัน เชียเรอร์ ที่จำนวน 15 ล้านปอนด์ โดยหัวหอกชาวดัตช์ก็ทำประตูแรกได้เลยทันทีในเกมนัดแรกที่ลงสนาม พร้อมกับช่วยให้สโมสรคว้าแชมป์แชริตี้ ชิลด์ มาครอง จากนั้น เคลาดิโอ รานิเอรี่ ถูกเลือกให้เข้ามาทำหน้าที่แทน วิอัลลี่ ไม่นานนักกุนซือชาวอิตาเลียนตัดสินใจโละ ไวส์, โปเยต์ และ เลอเบิฟ ออกไป และใช้เงินถึง 42 ล้านปอนด์ในการคว้าตัว วิลเลี่ยม กัลลาส, แฟร้งค์ แลมพาร์ด, เอมมานูเอล เปอตีต์, ซลาวิซ่า โยคาโนวิช, เยสเปอร์ กรุนชาร์ และ เบาเดอไวน์ เซนเด้นจากการที่ผลงานของทีมยังไม่ดีนัก แถมยังมีหนี้สินอีกก้อนหนึ่ง ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ของสโมสร เมื่อ โรมัน อบราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย ตัดสินใจเข้ามาซื้อ เชลซี เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2003 นั่นทำให้สโมสรมีเงินจับจ่ายใช้สอยซื้อนักเตะอย่างไม่อั้น ผู้เล่นหลายรายต่างถูกดึงตัวมายังถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไม่ว่าจะเป็น เกล็น จอห์นสัน, เวย์น บริดจ์, โจ โคล, เฌเรมี่, ฮวน เซบาสเตียน เวรอน, เดเมี่ยน ดัฟฟ์, อาเดรียน มูตู, เฮอร์นัน เครสโป และ โคล้ด มาเกเลเล่ โดยทั้งหมดต่างมีค่าตัวรวมกันเกินกว่า 100 ล้านปอนด์เลยทีเดียวอย่างไรก็ตาม ด้วยเม็ดเงินที่จ่ายไปขนาดนั้น แต่ผลงานที่ออกมากลับไม่เป็นที่น่าพอใจของเจ้าของสโมสร ทำให้ รานิเอรี่ ต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง พร้อมกับที่สโมสรไปดึงเอา โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือหนุ่มไฟแรงที่ทำผลงานเยี่ยมกับ เอฟซี ปอร์โต้ ทันทีที่รับตำแหน่ง ยอดโค้ชชาวโปรตุเกสได้คว้าตัว เปาโล แฟร์เรร่า, ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่, ติอาโก้, ปีเตอร์ เช็ก, อาร์เยน ร็อบเบน, ดีดิเย่ร์ ดร็อกบา และ มาเตย่า เคซมัน โดยเพียงปีแรกเขาก็พาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์มาครองได้เลยทันที ทั้งแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ และแชมป์พรีเมียร์ชิพ อันเป็นแชมป์ลีกครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร ถือเป็นการฉลองครบรอบ 100 ปีแห่งการก่อสร้างสโมสรได้อย่างเพอร์เฟกต์ที่สุด

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s