“ครู” ในศตวรรษที่ 21 จุดเปลี่ยนการศึกษาข้ามพรมแดน

1779691_674932152550318_1357547070_n

ในโลกแห่งการขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลสำคัญต่อการผลักดันทรัพยากรมนุษย์ให้สามารถสร้างขีดความ สามารถและศักยภาพตั้งแต่วัยเด็กคือ “ครู” ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการบ่มเพาะที่สำคัญ

          ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความรู้ และต่อยอดจนนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าและยั่งยืน บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด จึงได้จัดงาน “เวิลด์ไดแด็ค เอเชีย 2013” โดยเปิดโอกาสให้ครู, อาจารย์, ผู้บริหารการศึกษา, นักวิชาการ และผู้ที่อยู่ในวงการการศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในวงเสวนาต่าง ๆ เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนามาตรฐานการศึกษาของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย

          โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคศตวรรษที่ 21 ที่ก้าวผ่านมาประชิดตัวมากขึ้น บทบาทของ “ครู” จึงต้องปรับเปลี่ยนกลไกทางการศึกษาให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ประกอบกับการสร้างฐานความรู้ใหม่เพื่อเดินหน้าสู่การเปิดกว้างทางการเรียน รู้ข้ามพรมแดน

          ตรงนี้ถือเป็นความท้าทายอีกประการหนึ่งของการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งเรื่องนี้ “ศ.ตัน อุน เซง”

          คณบดีคณะครุศาสตร์ สถาบันการศึกษาแห่งชาติสิงคโปร์ (NIE) ชี้แนวทางที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาครูให้ได้มาตรฐานทัดเทียมกับนานา ประเทศ ภายใต้การปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การศึกษาข้ามพรมแดนของภูมิภาคอาเซียน : โอกาสและความท้าทายของประชาคมอาเซียน” ว่า

          “ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าการศึกษาเป็นเสมือนการลงทุนทางความรู้ในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อศักยภาพของประชากรในการเชื่อมโยงไปสู่การสร้างมูลค่า เพิ่มให้กับประเทศของตนเอง ฉะนั้นในฐานะครูผู้มีบทบาทสำคัญทางการศึกษา จะต้องให้ความสำคัญต่อการมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ ภายใต้บริบทที่หลากหลายในภูมิภาคอาเซียน”

          โดยโจทย์ของครูอาเซียนในวันนี้คือ จะทำอย่างไรให้ผู้เรียนมุ่งสู่คุณภาพแห่งศตวรรษที่ 21 อย่างมีมาตรฐาน ซึ่งผมขอเสนอ 3 แนวทาง ประกอบด้วย

          “หนึ่ง การบูรณาการระหว่างครูในอาเซียน โดยผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปพัฒนาและต่อยอดให้กับประเทศของตนเองอย่างมีมาตรฐานในระดับอาเซียน ซึ่งการร่วมมือที่เกิดขึ้นจะช่วยขจัดปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา ที่ไม่มีคุณภาพ ไม่มีมาตรฐาน ให้พร้อมสู่การปฏิรูปการศึกษาใหม่อย่างมีคุณภาพเทียบเท่าในระดับสากล”

          “เช่นเดียวกับการเตรียมครูให้มีคุณภาพ ซึ่งครูที่เหมาะสมกับศตวรรษที่ 21 จะต้องมีความสามารถในการเตรียมหลักสูตรที่ผสมผสานให้กับผู้เรียนในอาเซียน อย่างเหมะสม เพราะแน่นอนว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

          เมื่อเรามีประชากรทางการศึกษาที่หลากหลายทั้งวัฒนธรรม เชื้อชาติ และภาษา ฉะนั้นสิ่งนี้คือส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในอาเซียน”

          “สอง การลงทุนเพื่อการศึกษาในระดับประเทศ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งครู, นักวิจัย, สถาบันการศึกษา และกระทรวงศึกษาธิการ จะต้องจับมือร่วมกันสร้างแนวคิดในการกำหนดนโยบายและรูปแบบการเรียนการสอนที่ ผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีและความต่างทางเชื้อชาติในสังคมให้ได้ผลสัมฤทธิ์ จนเกิดเป็นรูปธรรมให้มากที่สุด ตรงนี้คือปัจจัยสำคัญเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติร่วมกันต่อไป”

          “สาม ครูจะต้องสวมบทบาทสำคัญในสถาบัน โดยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการใฝ่รู้ที่เน้นสมรรถนะและทักษะเพื่อเสริมสร้าง พื้นฐานทางการศึกษา ขณะเดียวกันครูจะต้องเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ

          ด้วยตนเอง โดยเฉพาะเรื่องการปรับเปลี่ยนหลักสูตรหรือบทเรียนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ใหม่ ๆ ของผู้เรียนตลอดเวลา ทั้งหมดนี้คือการสร้างอัตลักษณ์เชิงบวกให้กับครูอย่างแท้จริง”

          เมื่อทั้ง 3 แนวทางประกอบเข้าด้วยกัน “ศ.ตัน อุน เซง” บอกว่า จะทำให้เราเห็นภาพใหม่ของ “ครู” ที่สามารถออกแบบการเรียนการสอนได้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันของผู้เรียน อย่างแท้จริง

          “จนทำให้ผู้เรียนมีกรอบแนวความคิดที่แตกต่างและกว้างขึ้น ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานทางความคิดเพื่อนำไปต่อยอดสู่การปฏิบัติ และสิ่งที่จะทำให้วิธีการนี้เกิดผล

          อย่างเป็นรูปธรรม เราจะต้องกำหนดตัวชี้วัดในการประเมินผลของผู้เรียนและครูไปพร้อม ๆ กัน เพื่อนำไปปรับปรุงคุณภาพของหลักสูตรให้ดีขึ้นต่อไป”

          ทั้งหมดนี้คือมิติใหม่ของ “ครู” ในศตวรรษที่ 21 ที่ผู้เรียนทั้งอาเซียนวาดภาพฝันไว้

Advertisements

เรียนแบบโฮมสคูล ดึงศักยภาพเด็กมาใช้

1779691_674932152550318_1357547070_n

โรงเรียนโฮมสคูลแห่งแรกในเมืองไทย สอนเด็กที่ถูกกีดกันออกจากสังคม จนรู้สึกแปลกแยก

 

คณะนักศึกษาสาขาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จัดค่ายสัมมนานักข่าวรุ่นเยาว์รักษ์สิ่งแวดล้อม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 โดยหนึ่งในกิจกรรมของค่ายสัมมนาครั้งนี้ คือ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม นำของไปบริจาคแก่เด็กด้อยโอกาส ณ โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก หรือซัมเมอร์ฮิล (Summer Hill) ในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นชุมชนจำลองของเด็กด้อยโอกาสหรือเรียกอีกอย่างว่า “เด็กปฎิเสธระบบ” บรรยากาศขณะก้าวเท้าลงจากรถ เด็กตัวน้อย ๆ วิ่งเข้ามาหาพร้อมตั้งคำถามว่า “มาทำอะไรกัน” ใบหน้าที่ดูฉงนสงสัยเปื้อนรอยยิ้มดูมีความสุขที่มีคนมาเยี่ยมเยือน บริจาคสิ่งของและเลี้ยงอาหารกลางวัน

 “ซัมเมอร์ฮิล” เป็นรูปแบบการศึกษาทางเลือก เป็นแนวคิดที่ทำให้เกิดระบบโฮมสคูล (Home School) ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กเป็นแห่งแรกในประเทศไทย คุณรัชนี ธงไชย หรือแม่แอ๊ว ครูใหญ่และผู้ก่อตั้งโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เล่าถึงความเป็นมาว่า “การศึกษาแบบโฮมสคูลเริ่มมาจากประเทศอังกฤษ เมื่อได้สัมผัสแล้วเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานส่งเสริมคุณภาพชีวิตและประสบการณ์แก่เด็กและเยาวชน เราจึงนำมาประยุกต์ใช้ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เด็กเจอสภาวะทุกข์ทำให้สังคมมองว่าเด็กมีปัญหา ทั้งที่จริงสังคมไม่เคยรู้เลยว่า เด็กเหล่านั้นต้องแบกรับความทุกข์อะไรบ้าง ปัญหาไม่ได้เกิดจากเด็ก แต่เป็นเพราะสภาพแวดล้อมสังคมที่เด็กต้องเผชิญ เราจึงหาทางออกโดยการพยายามคุย เข้าใจ เพราะเป้าหมายของซัมเมอร์ฮิล คือ ต้องการให้เด็กมีความสุขอย่างแท้จริง ให้เรียนสิ่งที่อยากเรียนและถนัด เพื่อเพิ่มศักยภาพของตัวเด็กเอง”

เด็กด้อยโอกาส ดูเหมือนจะเป็นคำที่รุนแรงกับเด็กเหล่านี้ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เพราะเด็กเหล่านี้ด้อยโอกาสตั้งแต่ด้านการศึกษา ด้านสวัสดิการ ด้านครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ และถูกสังคมตัดสิน อีกนิยามหนึ่งที่ดูจะรุนแรงน้อยกว่า คือ “เด็กปฎิเสธระบบ” นั่นคือ เด็กที่ไม่สามารถเรียนในระบบที่รัฐบาลกำหนดเพราะถูกกีดกันออกจากสังคมและรู้สึกแปลกแยก

ที่สำคัญโรงเรียนหมู่บ้านเด็กยังมี สภาโรงเรียน เป็นเวทีเปิดโอกาสทั้งครูและเด็กเข้ามาคุยกัน ถกเถียงเรื่องราวต่างๆตามแบบประชาธิปไตย คือ ทุกคนมีอำนาจเท่าเทียมกัน และยังยึดหลักปรัชญา 3H คือ ฝึกให้เด็กมี ความคิด (Head) การลงมือทำ (Hands) และทำด้วยใจ (Heart)

แม่แอ๊ว เล่าอีกว่า กระบวนการเรียนของหมู่บ้านเด็ก คือเรียนทั้งในบ้านและในห้องเรียน หน่วยของอาชีพ หน่วยของชุมชน เน้นการเรียนแบบองค์รวมของชีวิต การศึกษาเพื่อชีวิต การเรียนที่สำคัญคือความต้องการของเด็ก เราสอนแบบใช้เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่เด็กๆ มีทั้งชุมชน บ้านหลาย ๆหลัง ห้องประชุมสภา โรงอาหาร สนามเด็กเล่น สนามกีฬา เพื่อให้เด็ก ๆ เหล่านี้ทำกิจกรรมเป็นชุมชน

ภาพเด็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน บ้างปั่นจักรยาน บ้างนั่งอ่านหนังสือ บ้างทำกับข้าว บ้างคอยดูแลเด็กเล็ก เป็นภาพที่น่าประทับใจสร้างรอยยิ้มบนใบหน้า แทนที่รอยน้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจ เด็ก ๆ ดูมีความสุขเมื่อได้อยู่ในที่ๆที่มีแต่คนเข้าใจและรักในตัวของเขา ถึงแม้แต่ละคนจะเจอคนละปัญหา ไม่ว่าจะถูกเลี้ยงดูแบบผิด ๆ พ่อแม่ติดเหล้า ติดยาเสพติด ถูกพ่อแม่ข่มขืน ทำร้ายร่างกายและจิตใจ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนแออัด แหล่งเสื่อมโทรมของสังคม แต่เมื่ออยู่ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กแห่งนี้ทำให้เด็กรู้สึกมีสังคมใหม่ที่พร้อมให้โอกาสเสมอ

“แม่เหนื่อยจังเลยลูกเอ๊ย!” คำพูดที่ออกจากปาก แม่ณี-อรุณีย์ บุญโย รองหัวหน้าฝ่ายวิชาการ โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก บุคคลที่เด็กๆต่างรักและเชื่อฟัง นี่เป็นคำพูดเพียงประโยคเดียวสั้นๆ แต่ทำให้เด็กหลายคนสามารถเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม แม่ณีเล่าต่อว่า วิธีการพูดกับเด็กเหล่านี้ คือ เอาตัวเองก่อนอย่าพุ่งไปที่ตัวเด็ก เช่น แม่รู้สึกเหนื่อย รู้สึกไม่สบายใจเลยที่เห็นหนูทำแบบนี้ วันนี้แม่เข้าบ้านแล้วรกมาก แม่รู้สึกเหนื่อย ช่วยแม่หน่อยได้ไหม เราจะไม่ใช้วิธีด่าว่า นั่นยิ่งทำให้เด็กรู้สึกไม่ดีต่อตัวเรา เราต้องพยายามเข้าใจเขาและใช้คำพูดที่ทำให้เด็กรู้จักสำนึกคิด เห็นอกเห็นใจ และเข้าใจกัน เด็กก็จะเริ่มทำตัวอย่างไรไม่ให้แม่หนักใจ พยายามช่วยเหลือตัวเอง เริ่มจากงานในบ้าน งานในชุมชน และพฤติกรรมเขาก็ดีขึ้น

นายณัฐจักร วงศ์ยิ้ม รองประธานค่ายสัมมนานักข่าวรุ่นเยาว์รักษ์สิ่งแวดล้อมครั้งที่ 13 สาขาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกตัวเองโชคดีมากที่ได้อยู่ในครอบครัวที่ดี มีครบทั้งพ่อแม่พี่น้อง น้อง ๆ ในโรงเรียนหมู่บ้านเด็กทำให้เราเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่มากขึ้น แม้เราจะไม่ได้รวยล้นฟ้า แต่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตเราแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะยังมีอีกหลายชีวิตที่ลำบากกว่าเรา น้องบางคนไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่ด้วยซ้ำ ก็รู้สึกเข้าใจมากขึ้นว่าโลกเราไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด การศึกษาแบบโฮมสคูล เป็นการดึงศักยภาพเฉพาะด้านของเด็กมาใช้อย่างเต็มที่ แน่นอนว่าเด็กเหล่านี้ไม่เก่งรอบด้าน โอกาสจะเข้าสู่ระบบปกตินั้นยาก ถึงเข้าไป ก็โอกาสน้อยมากที่จะทัดเทียมคนอื่นได้ เพราะพื้นฐานต่างกัน แต่ถ้านำเอาจุดเด่นของเด็กมาพัฒนาให้ดี ก็แน่นอนว่าสามารถอยู่รอดได้ เผลอ ๆ ทำได้ดีกว่าคนอื่นอีก

ตราบใดที่เด็กมีความเข้าใจว่า “ผู้ใหญ่รักเขา” นั่นคือ เราจะได้ความไว้ใจจากเขา แต่หากเมื่อไหร่ที่เราพยายามเข้าไปแทรกแซงความคิด ไปว่าไปด่า เด็กจะคิดว่า “ผู้ใหญ่ไม่รักเขา” และนั่นก็จะทำให้เด็กต่อต้านในที่สุด การใช้ชีวิตและการเรียนโฮมสคูลที่เน้นตัวเด็กเป็นหัวใจสำคัญ ก็เพื่อทำให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง และมีความสุขอย่างแท้จริง.