เรียนแบบโฮมสคูล ดึงศักยภาพเด็กมาใช้

1779691_674932152550318_1357547070_n

โรงเรียนโฮมสคูลแห่งแรกในเมืองไทย สอนเด็กที่ถูกกีดกันออกจากสังคม จนรู้สึกแปลกแยก

 

คณะนักศึกษาสาขาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จัดค่ายสัมมนานักข่าวรุ่นเยาว์รักษ์สิ่งแวดล้อม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 โดยหนึ่งในกิจกรรมของค่ายสัมมนาครั้งนี้ คือ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม นำของไปบริจาคแก่เด็กด้อยโอกาส ณ โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก หรือซัมเมอร์ฮิล (Summer Hill) ในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นชุมชนจำลองของเด็กด้อยโอกาสหรือเรียกอีกอย่างว่า “เด็กปฎิเสธระบบ” บรรยากาศขณะก้าวเท้าลงจากรถ เด็กตัวน้อย ๆ วิ่งเข้ามาหาพร้อมตั้งคำถามว่า “มาทำอะไรกัน” ใบหน้าที่ดูฉงนสงสัยเปื้อนรอยยิ้มดูมีความสุขที่มีคนมาเยี่ยมเยือน บริจาคสิ่งของและเลี้ยงอาหารกลางวัน

 “ซัมเมอร์ฮิล” เป็นรูปแบบการศึกษาทางเลือก เป็นแนวคิดที่ทำให้เกิดระบบโฮมสคูล (Home School) ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กเป็นแห่งแรกในประเทศไทย คุณรัชนี ธงไชย หรือแม่แอ๊ว ครูใหญ่และผู้ก่อตั้งโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เล่าถึงความเป็นมาว่า “การศึกษาแบบโฮมสคูลเริ่มมาจากประเทศอังกฤษ เมื่อได้สัมผัสแล้วเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานส่งเสริมคุณภาพชีวิตและประสบการณ์แก่เด็กและเยาวชน เราจึงนำมาประยุกต์ใช้ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เด็กเจอสภาวะทุกข์ทำให้สังคมมองว่าเด็กมีปัญหา ทั้งที่จริงสังคมไม่เคยรู้เลยว่า เด็กเหล่านั้นต้องแบกรับความทุกข์อะไรบ้าง ปัญหาไม่ได้เกิดจากเด็ก แต่เป็นเพราะสภาพแวดล้อมสังคมที่เด็กต้องเผชิญ เราจึงหาทางออกโดยการพยายามคุย เข้าใจ เพราะเป้าหมายของซัมเมอร์ฮิล คือ ต้องการให้เด็กมีความสุขอย่างแท้จริง ให้เรียนสิ่งที่อยากเรียนและถนัด เพื่อเพิ่มศักยภาพของตัวเด็กเอง”

เด็กด้อยโอกาส ดูเหมือนจะเป็นคำที่รุนแรงกับเด็กเหล่านี้ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เพราะเด็กเหล่านี้ด้อยโอกาสตั้งแต่ด้านการศึกษา ด้านสวัสดิการ ด้านครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ และถูกสังคมตัดสิน อีกนิยามหนึ่งที่ดูจะรุนแรงน้อยกว่า คือ “เด็กปฎิเสธระบบ” นั่นคือ เด็กที่ไม่สามารถเรียนในระบบที่รัฐบาลกำหนดเพราะถูกกีดกันออกจากสังคมและรู้สึกแปลกแยก

ที่สำคัญโรงเรียนหมู่บ้านเด็กยังมี สภาโรงเรียน เป็นเวทีเปิดโอกาสทั้งครูและเด็กเข้ามาคุยกัน ถกเถียงเรื่องราวต่างๆตามแบบประชาธิปไตย คือ ทุกคนมีอำนาจเท่าเทียมกัน และยังยึดหลักปรัชญา 3H คือ ฝึกให้เด็กมี ความคิด (Head) การลงมือทำ (Hands) และทำด้วยใจ (Heart)

แม่แอ๊ว เล่าอีกว่า กระบวนการเรียนของหมู่บ้านเด็ก คือเรียนทั้งในบ้านและในห้องเรียน หน่วยของอาชีพ หน่วยของชุมชน เน้นการเรียนแบบองค์รวมของชีวิต การศึกษาเพื่อชีวิต การเรียนที่สำคัญคือความต้องการของเด็ก เราสอนแบบใช้เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่เด็กๆ มีทั้งชุมชน บ้านหลาย ๆหลัง ห้องประชุมสภา โรงอาหาร สนามเด็กเล่น สนามกีฬา เพื่อให้เด็ก ๆ เหล่านี้ทำกิจกรรมเป็นชุมชน

ภาพเด็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน บ้างปั่นจักรยาน บ้างนั่งอ่านหนังสือ บ้างทำกับข้าว บ้างคอยดูแลเด็กเล็ก เป็นภาพที่น่าประทับใจสร้างรอยยิ้มบนใบหน้า แทนที่รอยน้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจ เด็ก ๆ ดูมีความสุขเมื่อได้อยู่ในที่ๆที่มีแต่คนเข้าใจและรักในตัวของเขา ถึงแม้แต่ละคนจะเจอคนละปัญหา ไม่ว่าจะถูกเลี้ยงดูแบบผิด ๆ พ่อแม่ติดเหล้า ติดยาเสพติด ถูกพ่อแม่ข่มขืน ทำร้ายร่างกายและจิตใจ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนแออัด แหล่งเสื่อมโทรมของสังคม แต่เมื่ออยู่ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กแห่งนี้ทำให้เด็กรู้สึกมีสังคมใหม่ที่พร้อมให้โอกาสเสมอ

“แม่เหนื่อยจังเลยลูกเอ๊ย!” คำพูดที่ออกจากปาก แม่ณี-อรุณีย์ บุญโย รองหัวหน้าฝ่ายวิชาการ โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก บุคคลที่เด็กๆต่างรักและเชื่อฟัง นี่เป็นคำพูดเพียงประโยคเดียวสั้นๆ แต่ทำให้เด็กหลายคนสามารถเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม แม่ณีเล่าต่อว่า วิธีการพูดกับเด็กเหล่านี้ คือ เอาตัวเองก่อนอย่าพุ่งไปที่ตัวเด็ก เช่น แม่รู้สึกเหนื่อย รู้สึกไม่สบายใจเลยที่เห็นหนูทำแบบนี้ วันนี้แม่เข้าบ้านแล้วรกมาก แม่รู้สึกเหนื่อย ช่วยแม่หน่อยได้ไหม เราจะไม่ใช้วิธีด่าว่า นั่นยิ่งทำให้เด็กรู้สึกไม่ดีต่อตัวเรา เราต้องพยายามเข้าใจเขาและใช้คำพูดที่ทำให้เด็กรู้จักสำนึกคิด เห็นอกเห็นใจ และเข้าใจกัน เด็กก็จะเริ่มทำตัวอย่างไรไม่ให้แม่หนักใจ พยายามช่วยเหลือตัวเอง เริ่มจากงานในบ้าน งานในชุมชน และพฤติกรรมเขาก็ดีขึ้น

นายณัฐจักร วงศ์ยิ้ม รองประธานค่ายสัมมนานักข่าวรุ่นเยาว์รักษ์สิ่งแวดล้อมครั้งที่ 13 สาขาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกตัวเองโชคดีมากที่ได้อยู่ในครอบครัวที่ดี มีครบทั้งพ่อแม่พี่น้อง น้อง ๆ ในโรงเรียนหมู่บ้านเด็กทำให้เราเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่มากขึ้น แม้เราจะไม่ได้รวยล้นฟ้า แต่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตเราแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะยังมีอีกหลายชีวิตที่ลำบากกว่าเรา น้องบางคนไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่ด้วยซ้ำ ก็รู้สึกเข้าใจมากขึ้นว่าโลกเราไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด การศึกษาแบบโฮมสคูล เป็นการดึงศักยภาพเฉพาะด้านของเด็กมาใช้อย่างเต็มที่ แน่นอนว่าเด็กเหล่านี้ไม่เก่งรอบด้าน โอกาสจะเข้าสู่ระบบปกตินั้นยาก ถึงเข้าไป ก็โอกาสน้อยมากที่จะทัดเทียมคนอื่นได้ เพราะพื้นฐานต่างกัน แต่ถ้านำเอาจุดเด่นของเด็กมาพัฒนาให้ดี ก็แน่นอนว่าสามารถอยู่รอดได้ เผลอ ๆ ทำได้ดีกว่าคนอื่นอีก

ตราบใดที่เด็กมีความเข้าใจว่า “ผู้ใหญ่รักเขา” นั่นคือ เราจะได้ความไว้ใจจากเขา แต่หากเมื่อไหร่ที่เราพยายามเข้าไปแทรกแซงความคิด ไปว่าไปด่า เด็กจะคิดว่า “ผู้ใหญ่ไม่รักเขา” และนั่นก็จะทำให้เด็กต่อต้านในที่สุด การใช้ชีวิตและการเรียนโฮมสคูลที่เน้นตัวเด็กเป็นหัวใจสำคัญ ก็เพื่อทำให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง และมีความสุขอย่างแท้จริง.

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s