“ครู” ในศตวรรษที่ 21 จุดเปลี่ยนการศึกษาข้ามพรมแดน

1779691_674932152550318_1357547070_n

ในโลกแห่งการขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลสำคัญต่อการผลักดันทรัพยากรมนุษย์ให้สามารถสร้างขีดความ สามารถและศักยภาพตั้งแต่วัยเด็กคือ “ครู” ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการบ่มเพาะที่สำคัญ

          ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความรู้ และต่อยอดจนนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าและยั่งยืน บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด จึงได้จัดงาน “เวิลด์ไดแด็ค เอเชีย 2013” โดยเปิดโอกาสให้ครู, อาจารย์, ผู้บริหารการศึกษา, นักวิชาการ และผู้ที่อยู่ในวงการการศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในวงเสวนาต่าง ๆ เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนามาตรฐานการศึกษาของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย

          โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคศตวรรษที่ 21 ที่ก้าวผ่านมาประชิดตัวมากขึ้น บทบาทของ “ครู” จึงต้องปรับเปลี่ยนกลไกทางการศึกษาให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ประกอบกับการสร้างฐานความรู้ใหม่เพื่อเดินหน้าสู่การเปิดกว้างทางการเรียน รู้ข้ามพรมแดน

          ตรงนี้ถือเป็นความท้าทายอีกประการหนึ่งของการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งเรื่องนี้ “ศ.ตัน อุน เซง”

          คณบดีคณะครุศาสตร์ สถาบันการศึกษาแห่งชาติสิงคโปร์ (NIE) ชี้แนวทางที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาครูให้ได้มาตรฐานทัดเทียมกับนานา ประเทศ ภายใต้การปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การศึกษาข้ามพรมแดนของภูมิภาคอาเซียน : โอกาสและความท้าทายของประชาคมอาเซียน” ว่า

          “ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าการศึกษาเป็นเสมือนการลงทุนทางความรู้ในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อศักยภาพของประชากรในการเชื่อมโยงไปสู่การสร้างมูลค่า เพิ่มให้กับประเทศของตนเอง ฉะนั้นในฐานะครูผู้มีบทบาทสำคัญทางการศึกษา จะต้องให้ความสำคัญต่อการมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ ภายใต้บริบทที่หลากหลายในภูมิภาคอาเซียน”

          โดยโจทย์ของครูอาเซียนในวันนี้คือ จะทำอย่างไรให้ผู้เรียนมุ่งสู่คุณภาพแห่งศตวรรษที่ 21 อย่างมีมาตรฐาน ซึ่งผมขอเสนอ 3 แนวทาง ประกอบด้วย

          “หนึ่ง การบูรณาการระหว่างครูในอาเซียน โดยผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปพัฒนาและต่อยอดให้กับประเทศของตนเองอย่างมีมาตรฐานในระดับอาเซียน ซึ่งการร่วมมือที่เกิดขึ้นจะช่วยขจัดปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา ที่ไม่มีคุณภาพ ไม่มีมาตรฐาน ให้พร้อมสู่การปฏิรูปการศึกษาใหม่อย่างมีคุณภาพเทียบเท่าในระดับสากล”

          “เช่นเดียวกับการเตรียมครูให้มีคุณภาพ ซึ่งครูที่เหมาะสมกับศตวรรษที่ 21 จะต้องมีความสามารถในการเตรียมหลักสูตรที่ผสมผสานให้กับผู้เรียนในอาเซียน อย่างเหมะสม เพราะแน่นอนว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

          เมื่อเรามีประชากรทางการศึกษาที่หลากหลายทั้งวัฒนธรรม เชื้อชาติ และภาษา ฉะนั้นสิ่งนี้คือส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในอาเซียน”

          “สอง การลงทุนเพื่อการศึกษาในระดับประเทศ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งครู, นักวิจัย, สถาบันการศึกษา และกระทรวงศึกษาธิการ จะต้องจับมือร่วมกันสร้างแนวคิดในการกำหนดนโยบายและรูปแบบการเรียนการสอนที่ ผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีและความต่างทางเชื้อชาติในสังคมให้ได้ผลสัมฤทธิ์ จนเกิดเป็นรูปธรรมให้มากที่สุด ตรงนี้คือปัจจัยสำคัญเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติร่วมกันต่อไป”

          “สาม ครูจะต้องสวมบทบาทสำคัญในสถาบัน โดยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการใฝ่รู้ที่เน้นสมรรถนะและทักษะเพื่อเสริมสร้าง พื้นฐานทางการศึกษา ขณะเดียวกันครูจะต้องเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ

          ด้วยตนเอง โดยเฉพาะเรื่องการปรับเปลี่ยนหลักสูตรหรือบทเรียนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ใหม่ ๆ ของผู้เรียนตลอดเวลา ทั้งหมดนี้คือการสร้างอัตลักษณ์เชิงบวกให้กับครูอย่างแท้จริง”

          เมื่อทั้ง 3 แนวทางประกอบเข้าด้วยกัน “ศ.ตัน อุน เซง” บอกว่า จะทำให้เราเห็นภาพใหม่ของ “ครู” ที่สามารถออกแบบการเรียนการสอนได้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันของผู้เรียน อย่างแท้จริง

          “จนทำให้ผู้เรียนมีกรอบแนวความคิดที่แตกต่างและกว้างขึ้น ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานทางความคิดเพื่อนำไปต่อยอดสู่การปฏิบัติ และสิ่งที่จะทำให้วิธีการนี้เกิดผล

          อย่างเป็นรูปธรรม เราจะต้องกำหนดตัวชี้วัดในการประเมินผลของผู้เรียนและครูไปพร้อม ๆ กัน เพื่อนำไปปรับปรุงคุณภาพของหลักสูตรให้ดีขึ้นต่อไป”

          ทั้งหมดนี้คือมิติใหม่ของ “ครู” ในศตวรรษที่ 21 ที่ผู้เรียนทั้งอาเซียนวาดภาพฝันไว้

เรียนแบบโฮมสคูล ดึงศักยภาพเด็กมาใช้

1779691_674932152550318_1357547070_n

โรงเรียนโฮมสคูลแห่งแรกในเมืองไทย สอนเด็กที่ถูกกีดกันออกจากสังคม จนรู้สึกแปลกแยก

 

คณะนักศึกษาสาขาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จัดค่ายสัมมนานักข่าวรุ่นเยาว์รักษ์สิ่งแวดล้อม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 โดยหนึ่งในกิจกรรมของค่ายสัมมนาครั้งนี้ คือ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม นำของไปบริจาคแก่เด็กด้อยโอกาส ณ โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก หรือซัมเมอร์ฮิล (Summer Hill) ในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นชุมชนจำลองของเด็กด้อยโอกาสหรือเรียกอีกอย่างว่า “เด็กปฎิเสธระบบ” บรรยากาศขณะก้าวเท้าลงจากรถ เด็กตัวน้อย ๆ วิ่งเข้ามาหาพร้อมตั้งคำถามว่า “มาทำอะไรกัน” ใบหน้าที่ดูฉงนสงสัยเปื้อนรอยยิ้มดูมีความสุขที่มีคนมาเยี่ยมเยือน บริจาคสิ่งของและเลี้ยงอาหารกลางวัน

 “ซัมเมอร์ฮิล” เป็นรูปแบบการศึกษาทางเลือก เป็นแนวคิดที่ทำให้เกิดระบบโฮมสคูล (Home School) ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กเป็นแห่งแรกในประเทศไทย คุณรัชนี ธงไชย หรือแม่แอ๊ว ครูใหญ่และผู้ก่อตั้งโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เล่าถึงความเป็นมาว่า “การศึกษาแบบโฮมสคูลเริ่มมาจากประเทศอังกฤษ เมื่อได้สัมผัสแล้วเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานส่งเสริมคุณภาพชีวิตและประสบการณ์แก่เด็กและเยาวชน เราจึงนำมาประยุกต์ใช้ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เด็กเจอสภาวะทุกข์ทำให้สังคมมองว่าเด็กมีปัญหา ทั้งที่จริงสังคมไม่เคยรู้เลยว่า เด็กเหล่านั้นต้องแบกรับความทุกข์อะไรบ้าง ปัญหาไม่ได้เกิดจากเด็ก แต่เป็นเพราะสภาพแวดล้อมสังคมที่เด็กต้องเผชิญ เราจึงหาทางออกโดยการพยายามคุย เข้าใจ เพราะเป้าหมายของซัมเมอร์ฮิล คือ ต้องการให้เด็กมีความสุขอย่างแท้จริง ให้เรียนสิ่งที่อยากเรียนและถนัด เพื่อเพิ่มศักยภาพของตัวเด็กเอง”

เด็กด้อยโอกาส ดูเหมือนจะเป็นคำที่รุนแรงกับเด็กเหล่านี้ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เพราะเด็กเหล่านี้ด้อยโอกาสตั้งแต่ด้านการศึกษา ด้านสวัสดิการ ด้านครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ และถูกสังคมตัดสิน อีกนิยามหนึ่งที่ดูจะรุนแรงน้อยกว่า คือ “เด็กปฎิเสธระบบ” นั่นคือ เด็กที่ไม่สามารถเรียนในระบบที่รัฐบาลกำหนดเพราะถูกกีดกันออกจากสังคมและรู้สึกแปลกแยก

ที่สำคัญโรงเรียนหมู่บ้านเด็กยังมี สภาโรงเรียน เป็นเวทีเปิดโอกาสทั้งครูและเด็กเข้ามาคุยกัน ถกเถียงเรื่องราวต่างๆตามแบบประชาธิปไตย คือ ทุกคนมีอำนาจเท่าเทียมกัน และยังยึดหลักปรัชญา 3H คือ ฝึกให้เด็กมี ความคิด (Head) การลงมือทำ (Hands) และทำด้วยใจ (Heart)

แม่แอ๊ว เล่าอีกว่า กระบวนการเรียนของหมู่บ้านเด็ก คือเรียนทั้งในบ้านและในห้องเรียน หน่วยของอาชีพ หน่วยของชุมชน เน้นการเรียนแบบองค์รวมของชีวิต การศึกษาเพื่อชีวิต การเรียนที่สำคัญคือความต้องการของเด็ก เราสอนแบบใช้เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่เด็กๆ มีทั้งชุมชน บ้านหลาย ๆหลัง ห้องประชุมสภา โรงอาหาร สนามเด็กเล่น สนามกีฬา เพื่อให้เด็ก ๆ เหล่านี้ทำกิจกรรมเป็นชุมชน

ภาพเด็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน บ้างปั่นจักรยาน บ้างนั่งอ่านหนังสือ บ้างทำกับข้าว บ้างคอยดูแลเด็กเล็ก เป็นภาพที่น่าประทับใจสร้างรอยยิ้มบนใบหน้า แทนที่รอยน้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจ เด็ก ๆ ดูมีความสุขเมื่อได้อยู่ในที่ๆที่มีแต่คนเข้าใจและรักในตัวของเขา ถึงแม้แต่ละคนจะเจอคนละปัญหา ไม่ว่าจะถูกเลี้ยงดูแบบผิด ๆ พ่อแม่ติดเหล้า ติดยาเสพติด ถูกพ่อแม่ข่มขืน ทำร้ายร่างกายและจิตใจ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนแออัด แหล่งเสื่อมโทรมของสังคม แต่เมื่ออยู่ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กแห่งนี้ทำให้เด็กรู้สึกมีสังคมใหม่ที่พร้อมให้โอกาสเสมอ

“แม่เหนื่อยจังเลยลูกเอ๊ย!” คำพูดที่ออกจากปาก แม่ณี-อรุณีย์ บุญโย รองหัวหน้าฝ่ายวิชาการ โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก บุคคลที่เด็กๆต่างรักและเชื่อฟัง นี่เป็นคำพูดเพียงประโยคเดียวสั้นๆ แต่ทำให้เด็กหลายคนสามารถเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม แม่ณีเล่าต่อว่า วิธีการพูดกับเด็กเหล่านี้ คือ เอาตัวเองก่อนอย่าพุ่งไปที่ตัวเด็ก เช่น แม่รู้สึกเหนื่อย รู้สึกไม่สบายใจเลยที่เห็นหนูทำแบบนี้ วันนี้แม่เข้าบ้านแล้วรกมาก แม่รู้สึกเหนื่อย ช่วยแม่หน่อยได้ไหม เราจะไม่ใช้วิธีด่าว่า นั่นยิ่งทำให้เด็กรู้สึกไม่ดีต่อตัวเรา เราต้องพยายามเข้าใจเขาและใช้คำพูดที่ทำให้เด็กรู้จักสำนึกคิด เห็นอกเห็นใจ และเข้าใจกัน เด็กก็จะเริ่มทำตัวอย่างไรไม่ให้แม่หนักใจ พยายามช่วยเหลือตัวเอง เริ่มจากงานในบ้าน งานในชุมชน และพฤติกรรมเขาก็ดีขึ้น

นายณัฐจักร วงศ์ยิ้ม รองประธานค่ายสัมมนานักข่าวรุ่นเยาว์รักษ์สิ่งแวดล้อมครั้งที่ 13 สาขาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกตัวเองโชคดีมากที่ได้อยู่ในครอบครัวที่ดี มีครบทั้งพ่อแม่พี่น้อง น้อง ๆ ในโรงเรียนหมู่บ้านเด็กทำให้เราเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่มากขึ้น แม้เราจะไม่ได้รวยล้นฟ้า แต่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตเราแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะยังมีอีกหลายชีวิตที่ลำบากกว่าเรา น้องบางคนไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่ด้วยซ้ำ ก็รู้สึกเข้าใจมากขึ้นว่าโลกเราไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด การศึกษาแบบโฮมสคูล เป็นการดึงศักยภาพเฉพาะด้านของเด็กมาใช้อย่างเต็มที่ แน่นอนว่าเด็กเหล่านี้ไม่เก่งรอบด้าน โอกาสจะเข้าสู่ระบบปกตินั้นยาก ถึงเข้าไป ก็โอกาสน้อยมากที่จะทัดเทียมคนอื่นได้ เพราะพื้นฐานต่างกัน แต่ถ้านำเอาจุดเด่นของเด็กมาพัฒนาให้ดี ก็แน่นอนว่าสามารถอยู่รอดได้ เผลอ ๆ ทำได้ดีกว่าคนอื่นอีก

ตราบใดที่เด็กมีความเข้าใจว่า “ผู้ใหญ่รักเขา” นั่นคือ เราจะได้ความไว้ใจจากเขา แต่หากเมื่อไหร่ที่เราพยายามเข้าไปแทรกแซงความคิด ไปว่าไปด่า เด็กจะคิดว่า “ผู้ใหญ่ไม่รักเขา” และนั่นก็จะทำให้เด็กต่อต้านในที่สุด การใช้ชีวิตและการเรียนโฮมสคูลที่เน้นตัวเด็กเป็นหัวใจสำคัญ ก็เพื่อทำให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง และมีความสุขอย่างแท้จริง.

 

“ชุมชนแห่งการเรียนรู้ของครู : เปลี่ยนห้องสอนเป็นห้องเรียนรู้แก่เด็ก” PLC (Professional Learning Community)

1476198_639457839431083_1939824300_n

ชุมชนแห่งการเรียนรู้ของครู : เปลี่ยนห้องสอนเป็นห้องเรียนรู้แก่เด็ก” หรือ  PLC (Professional Learning Community)  ศ.นพ.วิจารณ์  พานิช ให้คำอธิบายไว้ว่า เป็นการรวมตัวกันของครูในโรงเรียนหรือเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการจัดการเรียนรู้ให้ศิษย์ได้ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยที่ผู้บริหารโรงเรียน คณะกรรมการโรงเรียน ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา และผู้บริหารการศึกษาระดับประเทศ เข้าร่วมจัดระบบสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อเนื่อง มีการพัฒนาวิธีการเรียนรู้ของศิษย์อย่างต่อเนื่อง เป็นวงจรไม่รู้จบ

เพราะการเรียนการสอนในปัจจุบันเปลี่ยนไปจาก “การสอนของครู” มาเป็นเน้น “การเรียนรู้ของนักเรียน”  เปลี่ยนจากการเรียนของปัจเจกบุคคล มาเป็นการเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม (Team Learning)  เปลี่ยนจากการเรียนแบบแข่งขันมาเป็นเน้นความร่วมมือช่วยเหลือแบ่งปันกัน และเปลี่ยนจากแค่ได้เรียน  “ความรู้มากๆ”  มาเป็นการฝึก “ทักษะ” ทั้งทักษะการคิดการเรียนรู้ สร้างความรู้ด้วยตัวเอง ทักษะชีวิตและการทำงาน และทักษะการใช้ ICT อย่างชาญฉลาด

     การเปลี่ยนแปลงแบบนี้  “ครู” จึงต้องเปลี่ยนจากการสอนบอกความรู้ มาเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก สร้างความสนุกในการเรียน เน้นออกแบบโครงงาน หรือ สภาพการทำงานเสมือนจริง ให้เด็กแบ่งกลุ่มกันลงมือทำเพื่อเรียนรู้จากการปฏิบัติ  ครูชวนศิษย์ร่วมกันทบทวนสิ่งที่ทำว่าได้เรียนรู้อะไร หรือฝึกทักษะอะไร เชื่อมโยงสิ่งที่รู้ด้วยการทำกับทฤษฎีที่มีคนสร้างไว้ เข้าถึงซึ่งความรู้จริงมิใช่แค่ท่องจำตำรา

     อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนบทบาทของครูผู้สอน เปลี่ยนห้องสอน เป็นห้องเรียนรู้ของเด็ก  ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ครูจะเปลี่ยนแปลงบทบาท  PLC จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ชวนครูมารวมตัวกันเป็นชุมชน เป็นเครือข่าย แล้วลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนแปลงห้องสอน ปฏิรูปการศึกษาจากห้องเรียนที่เล็กที่สุด แต่ก็ถือเป็นจุดสำคัญที่สุดที่อยู่ติดกับนักเรียน สร้างการเปลี่ยนแปลงให้การเรียนรู้ของเด็กได้ทันที   โดยครูต้องเป็นผู้ลงมือกระทำเอง และเรียนรู้ร่วมกัน เช่นเดียวกับการฝึกฝนสร้างทักษะของเด็กด้วยการลงมือฝึกเอง

     เวทีปฏิรูปการเรียนรู้สู่การศึกษาเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 17 จึงหยิบยกโครงการ PLC ครูสอนดี หรือครูดี 15 จังหวัดนำร่อง จากความร่วมมือของ สสค. และมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ (มสส.) มานำเสนอกรณีศึกษาชุมชนการเรียนรู้ครูสอนดี จ.กาญจนบุรี และลำปาง ที่น่าสนใจในการพลิกโฉมบทบาทจากครูผู้สอนเป็นครูผู้สร้างแรงบันดาลใจและการเรียนรู้แก่ศิษย์

 

การศึกษาในศตวรรษที่ 21คือ 3R x 7C

14495_606130886097112_1881028341_n

บทความเรื่องทักษะของคนในศตวรรษที่ 21 ที่เขียนโดย ศ. น.พ.วิจารณ์  พานิชได้กล่าวว่า การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่คนทุกคนต้องเรียนรู้ตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย  และตลอดชีวิต คือ 3R x 7C

3R  ได้แก่ Reading (อ่านออก), (W)Riting (เขียนได้)  และ (A)Rithmetics (คิดเลขเป็น)

7C ได้แก่ Critical thinking & problem solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา)

Creativity & innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม)

Cross-cultural understanding (ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)

Collaboration, teamwork & leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ)

Communications, information & media literacy (ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ)

Computing & ICT literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

Career & learning skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)

ดังนั้นทักษะของคนต้องเตรียมคนออกไปเป็น knowledge worker โดยครูเพื่อศิษย์นั้นจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยสิ้นเชิงเพื่อให้เป็น  “ครูเพื่อศิษย์ ในศตวรรษที่ 21” ไม่ใช่ครูเพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 20 หรือศตวรรษที่ 19 ที่เตรียมคนออกไปทำงานในสายพานการผลิตในยุคอุตสาหกรรม  การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ต้องเตรียมคนออกไปเป็นคนทำงานที่ใช้ความรู้ (knowledge worker) และเป็นบุคคลพร้อมเรียนรู้ (learning person) ไม่ว่าจะประกอบ สัมมาชีพใด มนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นบุคคลพร้อมเรียนรู้ และเป็น คนทำงานที่ใช้ความรู้  แม้จะเป็นชาวนาหรือเกษตรกรก็ต้องเป็นคนที่พร้อมเรียนรู้ และเป็นคนทำงานที่ใช้ความรู้ ดังนั้น ทักษะสำคัญที่สุดของศตวรรษ  ที่ 21 จึงเป็นทักษะของการเรียนรู้ (learning skills)

ครูเพื่อศิษย์เองต้องเรียนรู้ 3R x 7C  และต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต  แม้เกษียณอายุจากการเป็นครูประจำการไปแล้ว เพราะเป็นการเรียนรู้เพื่อชีวิตของตนเอง  ระหว่างเป็นครูประจำการก็เรียนรู้สำหรับเป็นครูเพื่อศิษย์  และเพื่อการดำรงชีวิตของตนเอง โดยย้ำว่าครูต้องเลิกเป็น “ผู้สอน” ผันตัวเองมาเป็นโค้ช หรือ facilitator ของการเรียนของศิษย์   ที่ส่วนใหญ่เรียนแบบ PBL  คือโรงเรียนในศตวรรษที่ ๒๑ ต้องเลิกเน้นสอน หันมาเน้นเรียน  เน้นทั้งการเรียนของศิษย์ และของครู

บทบาทของครูในศตวรรษที่ 21 

การศึกษาที่ดีสำหรับคนยุคใหม่นั้น ไม่เหมือนการศึกษาเมื่อสิบหรือยี่สิบปีที่แล้ว การศึกษาที่มีคุณภาพจะต้องเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ของศิษย์ไปอย่างสิ้นเชิง   และบทบาทของครูอาจารย์ก็ต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง  ครูที่รักศิษย์  เอาใจใส่ศิษย์  แต่ยังใช้วิธีสอนแบบเดิม  ๆ  จะไม่ใช่ครูที่ทำประโยชน์แก่ศิษย์อย่างแท้จริง กล่าวคือ ครูที่มีใจแก่ศิษย์ยังไม่พอ ครูเพื่อศิษย์ต้องเปลี่ยนจุดสนใจหรือจุดเน้นจากการสอน ไปเป็นเน้นที่การเรียน (ทั้งของศิษย์ และของตนเอง) ต้องเรียนรู้และปรับปรุงรูปแบบการเรียนรู้ที่ตนจัดให้แก่ศิษย์ด้วย ครูเพื่อศิษย์ต้องเปลี่ยนบทบาทของตนเองจาก “ครูสอน” (teacher) ไปเป็น “ครูฝึก” (coach)หรือ “ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้” (learning facilitator) และต้องเรียนรู้ทักษะในการท าหน้าที่นี้ โดยรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องที่เรียกว่า PLC (Professional Learning community)(วิจารณ์ พานิช, 2555, คำนำ)

ครูในศตวรรษที่ 21 ต้องยึดหลักสอนน้อย เรียนมาก การเรียนรู้ในศตวรรษที่21 ต้องก้าวข้าสาระวิชา

ไปสู่การเรียนรู้ “ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑” ( 21st Century Skills) ที่ครูสอนไม่ได้ นักเรียนต้องเรียนเอง หรือพูดใหม่ว่าครูต้องไม่สอน แต่ต้องออกแบบการเรียนรู้ และอำนวยความสะดวก (facilitate) ในการเรียนรู้ ให้นักเรียนเรียนรู้จากการเรียนแบบลงมือทำ แล้วการเรียนรู้ก็จะเกิดจากภายในใจและสมองของตนเอง การเรียนรู้แบบนี้เรียกว่า PBL (Project-Based Learning)

ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ได้แก่

สาระวิชาหลัก

• ภาษาแม่ และภาษาโลก

• ศิลปะ• วิทยาศาสตร์

• ภูมิศาสตร์

• ประวัติศาสตร์

• คณิตศาสตร์

• เศรษฐศาสตร์

• รัฐ และความเป็นพลเมืองดี

 หัวข้อสำหรับศตวรรษที่ 21

• ความรู้เกี่ยวกับโลก

• ความรู้ด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ

• ความรู้ด้านการเป็นพลเมืองดี

• ความรู้ด้านสุขภาพ

• ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม

• ความริเริ่มสร้างสรรค์และนวัตกรรม

• การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา

• การสื่อสารและการร่วมมือ

 ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี

• ความรู้ด้านสารสนเทศ

• ความรู้เกี่ยวกับสื่อ

• ความรู้ด้านเทคโนโลยี

ทักษะชีวิตและอาชีพ

• ความยืดหยุ่นและปรับตัว

• การริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง

• ทักษะสังคมและสังคมข้ามวัฒนธรรม

• การเป็นผู้สร้างหรือผลิต (productivity) และความรับผิดรับชอบเชื่อถือได้ accountability)

• ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ (responsibility)

นอกจากนั้นโรงเรียนและครูต้องจัดระบบสนับสนุนการเรียนรู้ต่อไปนี้

• มาตรฐานและการประเมินในยุคศตวรรษที่ 21

• หลักสูตรและการเรียนการสอนสำหรับศตวรรษที่ 21

• การพัฒนาครูในศตวรรษที่ 21

• สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนในศตวรรษที่ 21

จากบทความดังกล่าวทำให้เรียนรู้ว่าการเรียนการสอนในชั้นเรียนศตวรรษที่ 21 ต้องมีการรับเปลี่ยนอีกมาก แต่ก็เป็นงานที่ท้าทายนะคะ

การเรียนรู้แบบใหม่ด้วย MOOC

62361_676893452354188_1892530036_n

ในช่วงปีที่ผ่านมา ได้รับทราบข่าวสารต่าง ๆ ทั้งจากการเข้าร่วมสัมมนาวิชาการ คณาจารย์ บุคคลต่าง ๆ ในแวดวงการศึกษาที่รู้จักกัน ต่างก็พูดถึงการเรียนรู้แบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน นั่นก็คือ MOOC ที่ย่อมาจาก Massive Open Online Courses ซึ่งแปลตรง ๆ ตัว ก็น่าจะหมายถึง หลักสูตร (Course) การเรียนออนไลน์ (Online) จากระบบเปิดที่ฟรี (Open) และมีเพื่อนเรียนร่วมกันเป็นจำนวนมาก (Massive) นั่นเอง

และนั่นก็หมายความว่าใครอยากจะเข้าเรียนในสาขา วิชาไหนก็สามารถทำได้ โดยที่ผู้เรียนจะใช้อินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อเข้าไปดูวิดีโอการบรรยายและร่วมทำแบบฝึกหัด หรือร่วมสนทนากับผู้เรียนคนอื่น ๆ

MOOC ถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ของวงการการศึกษา โดยมีการนำเทคโนโลยีและวิธีการเรียนการสอนสมัยใหม่มาผสมผสานทำให้คนทั่วโลก สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งในปัจจุบันมี MOOC เกิดขึ้นมากมาย โดยแต่ละหลักสูตรนั้นถูกสร้างขึ้นมาอย่างมีคุณภาพและได้รับการสนับสนุนจากบุคลากร จากมหาวิทยาลัยชั้นนำต่าง ๆ

การเรียนในระบบ MOOC นั้น บางแห่งผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียน แล้วจะได้รับใบประกาศนียบัตร เมื่อเรียนจบในรายวิชาที่ลงทะเบียนได้ แต่จะไม่ได้รับหน่วยกิตการศึกษาในระบบหลักสูตรปริญญาปกติจากมหาวิทยาลัย การเรียนในระบบนี้ ผู้เรียนจะได้รับแบบเรียน ฟัง ดูการบรรยายทางวิดิทัศน์ ทำงานส่งผู้สอน และได้รับการตรวจประเมิน ผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด

ตัวอย่าง MOOC ที่มีในปัจจุบัน